Add Friend
สอบถามหลักสูตร
โปร 2569
ฝึกสมองด้วย Resilience และ Growth Mindset ท่ามกลางโลกที่ใจร้ายใส่คุณ
หมวดหมู่สินค้า: คลังความรู้ (Blog Knowledge)

25 กุมภาพันธ์ 2569

ผู้ชม 1 ผู้ชม

ล้มแล้วลุกให้ไว: ฝึกสมองด้วย Resilience และ Growth Mindset ท่ามกลางโลกที่ใจร้ายใส่คุณ

ในยุคที่ทุกอย่างหมุนไปอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความกดดัน หลายครั้งที่เราต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ทำให้ "เสียศูนย์" ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดจากการทำงาน การถูกตำหนิ หรือความรู้สึกว่าตัวเอง "ดีไม่พอ" เมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นในโซเชียลมีเดีย คำถามสำคัญคือ ทำไมบางคนถึงจมดิ่งอยู่กับความเสียใจเป็นเวลานาน ในขณะที่บางคนสามารถกลับมายืนหยัดได้ใหม่อย่างรวดเร็ว?

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ "ความโชคดี" แต่อยู่ที่ทักษะทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Resilience (ความยืดหยุ่นทางจิตใจ) และการมี Growth Mindset (กรอบคิดแบบเติบโต) 

1. ทำความรู้จักกับ Resilience: กล้ามเนื้อทางจิตใจ
Resilience เปรียบเสมือน "โช้คอัพ" ของรถยนต์ที่ช่วยลดแรงกระแทกเมื่อเราขับผ่านหลุมบ่อทางอารมณ์ ดร. แอนน์ มาสเตน (Ann Masten) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า "Ordinary Magic" หรือมหัศจรรย์ธรรมดา เพราะมันไม่ใช่พลังวิเศษ แต่เป็นทักษะที่มนุษย์ทุกคนฝึกฝนได้

งานวิจัยจากสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) ระบุว่า Resilience ไม่ใช่การที่เราไม่รู้สึกเจ็บปวด แต่คือการที่เรารับรู้ถึงความเจ็บปวดนั้น แล้วสามารถ "ปรับตัว" และ "ไปต่อ" ได้โดยไม่ปล่อยให้บาดแผลนั้นกลายเป็นปมที่หยุดยั้งการเติบโต

2. วงจรความคิดลบ: ทำไมเราถึงมูฟออนไม่ได้?
เมื่อเจอเรื่องร้าย สมองส่วน Amygdala ซึ่งควบคุมอารมณ์ความกลัวจะทำงานอย่างหนัก ทำให้เราตกอยู่ในสภาวะ "ตีหรือหนี" (Fight-or-Flight) และมักจะเกิดอาการ Rumination หรือการ "คิดวนเวียน" ถึงความผิดพลาดซ้ำๆ เหมือนเทปที่เปิดวนไม่จบ ซึ่งหากปล่อยไว้จะนำไปสู่ความเครียดเรื้อรังและการสูญเสียความมั่นใจ

3. 3 เทคนิคฝึกสมองให้ฟื้นตัวไว (Practical Steps)
หากคุณอยากหลุดจากวงจรนี้ ลองใช้เทคนิคทางจิตวิทยาที่ผ่านการพิสูจน์แล้วดังนี้ครับ:

- เปลี่ยน "คำถาม" เปลี่ยน "ทิศทาง" (Cognitive Reframing):
แทนที่จะถามว่า "ทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดกับฉัน?" (ซึ่งนำไปสู่บทบาทผู้ถูกกระทำ) ให้ลองเปลี่ยนเป็น "ฉันเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นี้ได้บ้าง?" หรือ "มีปัจจัยไหนที่ฉันควบคุมได้ในตอนนี้?" นี่คือหัวใจของ Growth Mindset ที่เปลี่ยนความล้มเหลวให้กลายเป็นข้อมูลเพื่อการพัฒนา

- ฝึกการเว้นระยะห่างทางอารมณ์ (Self-Distancing):
งานวิจัยจาก University of Michigan พบว่าการคุยกับตัวเองโดยใช้ชื่อตัวเองแทนคำว่า "ฉัน" (เช่น "หนุ่ม...ตอนนี้คุณกำลังรู้สึกแย่ แต่อีกเดี๋ยวคุณจะผ่านมันไปได้") จะช่วยให้เรามองปัญหาเหมือนเป็นที่ปรึกษาที่มองเข้ามา ทำให้ความเข้มข้นของอารมณ์ลดลงและตัดสินใจได้ดีขึ้น

- กฎ 24 ชั่วโมงแห่งการยอมรับ:
อนุญาตให้ตัวเองเสียใจหรือโกรธได้เต็มที่ แต่ต้องกำหนดเวลา (เช่น 24 ชั่วโมง) หลังจากนั้นต้องเปลี่ยนโหมดจากการ "ระบายอารมณ์" มาเป็นการ "วางแผนแก้ไข" การทำเช่นนี้จะช่วยให้สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ที่ใช้เหตุผลกลับมาทำงานแทนสมองส่วนอารมณ์

4. บทสรุป: ความแข็งแกร่งที่แท้จริงคือความยืดหยุ่น
การพัฒนาตนเองด้านจิตใจไม่ใช่การสร้างเกราะเหล็กที่ไม่มีวันแตกสลาย แต่คือการสร้าง "ต้นไม้ใหญ่" ที่กิ่งก้านยืดหยุ่นลู่ไปตามลมพายุโดยไม่หักโค่น ความผิดพลาดในวันนี้เป็นเพียงบทหนึ่งในหนังสือเล่มใหญ่ของชีวิต ไม่ใช่จุดจบของเรื่องราวทั้งหมด

จำไว้ว่า "เราไม่จำเป็นต้องเก่งตลอดเวลา แต่เราต้องใจดีกับตัวเองให้เป็นในวันที่เราไม่เก่ง" 

แหล่งอ้างอิงข้อมูล (References):
American Psychological Association (APA). (2020). Building your resilience. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: apa.org (ข้อมูลเรื่องนิยามและการสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจ)

Dweck, C. S. (2006). Mindset: The New Psychology of Success. New York: Random House. (ข้อมูลเรื่องความแตกต่างระหว่าง Fixed และ Growth Mindset)

Masten, A. S. (2001). Ordinary Magic: Resilience Processes in Development. American Psychologist. (ข้อมูลเรื่องกลไกการฟื้นตัวของมนุษย์)

Kross, E., et al. (2014). Self-talk as a regulatory mechanism: How you do it matters. Journal of Personality and Social Psychology. (ข้อมูลเรื่องทักษะ Self-Distancing และการคุยกับตัวเอง)

Engine by shopup.com