Add Friend
สอบถามหลักสูตร
โปร 12.12
เจาะลึก 5 เทคนิคเลือกคอร์ส Finance for Non-Finance ให้คุ้มค่า
หมวดหมู่สินค้า: คลังความรู้ (Blog Knowledge)

แท็ก:

15 มกราคม 2569

ผู้ชม 2 ผู้ชม

เจาะลึก 5 เทคนิคเลือกคอร์ส Finance for Non-Finance ให้คุ้มค่า

ปั้นพนักงานให้เข้าใจตัวเลข ขับเคลื่อนธุรกิจไทยให้ยั่งยืน
ในยุคที่ความผันผวนทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องใกล้ตัว ทักษะการบริหารจัดการการเงินไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายบัญชีเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ข้อมูลจากงานวิจัยในไทยหลายฉบับชี้ให้เห็นว่า "ความฉลาดทางด้านการเงิน" (Financial Literacy) มีความสัมพันธ์โดยตรงกับประสิทธิภาพในการทำงานและการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของบุคลากรในทุกระดับ

อย่างไรก็ตาม สำหรับฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ (HR) การเลือกหลักสูตร Finance for Non-Finance ให้ตอบโจทย์องค์กรไทยไม่ใช่เรื่องง่าย บทความนี้จึงสรุป 5 เทคนิคการเลือกหลักสูตรเพื่อให้คุ้มค่ากับการลงทุนพัฒนาบุคลากรมากที่สุด

1. เลือกหลักสูตรที่เน้นการประยุกต์ใช้ในบริบทธุรกิจไทย
การเรียนรู้ทฤษฎีการเงินสากลเป็นเรื่องดี แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการที่พนักงานสามารถเชื่อมโยงตัวเลขเข้ากับบริบทการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยได้ เช่น ความเข้าใจเรื่องภาษีนิติบุคคลเบื้องต้น หรือการจัดการงบประมาณภายใต้สภาวะตลาดที่เฉพาะตัว หลักสูตรที่เหมาะสมควรมีการยกตัวอย่างกรณีศึกษา (Case Study) จากบริษัทที่ดำเนินกิจการในไทย เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเห็นภาพการนำไปใช้จริงได้ทันที

2. มุ่งเน้นการสื่อสารระหว่างแผนก (Interdisciplinary Communication)
ปัญหาใหญ่ขององค์กรไทยคือ "กำแพงทางภาษา" ระหว่างฝ่ายเทคนิค ฝ่ายขาย และฝ่ายบัญชี จากบทความวิชาการด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์พบว่า การอบรมที่เน้นการปรับจูนทัศนคติ (Mindset) ให้พนักงานมองเห็นภาพรวมขององค์กร (Big Picture) จะช่วยลดความขัดแย้งในการทำงานได้ หลักสูตรที่ดีจึงต้องมีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้พนักงานลอง "แปล" ตัวเลขทางการเงินให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายสำหรับคนทำงานแผนกอื่น

3. ตรวจสอบ "ทักษะการถ่ายทอด" ของวิทยากร
ในประเทศไทย วิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินมีจำนวนมาก แต่ "นักสื่อสารด้านการเงิน" ที่สามารถย่อยเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องง่ายนั้นหาได้ยากกว่า การตรวจสอบประวัติวิทยากรควรดูที่ประสบการณ์ในการจัด Workshop ให้กับกลุ่ม Non-Finance โดยเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานจะไม่อึดอัดกับศัพท์เทคนิค (Jargon) จนเกินไปจนกลายเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้

4. มีเครื่องมือที่ใช้งานได้จริง (Practical Tools & Templates)
ความคุ้มค่าของการอบรมวัดได้จากสิ่งที่เหลืออยู่หลังจบหลักสูตร หลักสูตรคุณภาพของ Hipotraining มักจะมอบเครื่องมือช่วยคำนวณหรือ Template การวิเคราะห์เบื้องต้นที่พนักงานสามารถนำไปใช้ที่โต๊ะทำงานได้ทันที ซึ่งสอดคล้องกับหลักการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติ (Action Learning) ที่ช่วยให้ความรู้ถูกเปลี่ยนเป็นทักษะได้อย่างรวดเร็ว

5. การประเมินผลที่มากกว่าแค่ "ความพึงพอใจ"
การวัดผลการอบรมในไทยส่วนใหญ่มักจบลงที่ระดับ Reaction (ความพึงพอใจต่อวิทยากรและอาหารกลางวัน) แต่หลักสูตรระดับมืออาชีพต้องมีแนวทางให้ HR สามารถวัดผลในระดับที่สูงขึ้นได้ เช่น การทดสอบความรู้ก่อน-หลังอบรม (Pre-Post Test) หรือการติดตามผลว่าพนักงานสามารถวิเคราะห์งบประมาณในแผนกของตนเองได้แม่นยำขึ้นหรือไม่

บทสรุป
การลงทุนในหลักสูตร Finance for Non-Finance คือการสร้าง "ภูมิคุ้มกัน" ให้กับองค์กร พนักงานที่เข้าใจตัวเลขจะทำงานด้วยความระมัดระวัง มีหัวใจของการเป็นเจ้าของธุรกิจ (Entrepreneurial Spirit) และพร้อมที่จะขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

 

อกสารอ้างอิง (References)
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย. (2565). ความสำคัญของ Financial Literacy ต่อการเติบโตของบุคลากรในองค์กร. กรุงเทพฯ: ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ลงทุน.

นงลักษณ์ ทิพยวัฒน์ และคณะ. (2561). ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย. วารสารวิชาการบริหารธุรกิจ.

สมชาย พรตจำรูญ. (2563). การพัฒนาทักษะการบริหารจัดการการเงินสำหรับผู้บริหารระดับต้น: กรณีศึกษาองค์กรในเขตกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

อัจฉรา จันทร์เพ็ญ. (2564). การสื่อสารข้อมูลทางการเงินเพื่อการตัดสินใจสำหรับบุคคลทั่วไป. บทความวิชาการคณะบัญชี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

Engine by shopup.com