สอบถามหลักสูตร

ภาษาไทย (Thai)
*กรุณาส่งชื่อสินค้า หรือ URL ให้เราด้วย
ปั้นพนักงานให้เข้าใจตัวเลข ขับเคลื่อนธุรกิจไทยให้ยั่งยืน
ในยุคที่ความผันผวนทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องใกล้ตัว ทักษะการบริหารจัดการการเงินไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายบัญชีเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ข้อมูลจากงานวิจัยในไทยหลายฉบับชี้ให้เห็นว่า "ความฉลาดทางด้านการเงิน" (Financial Literacy) มีความสัมพันธ์โดยตรงกับประสิทธิภาพในการทำงานและการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของบุคลากรในทุกระดับ
อย่างไรก็ตาม สำหรับฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ (HR) การเลือกหลักสูตร Finance for Non-Finance ให้ตอบโจทย์องค์กรไทยไม่ใช่เรื่องง่าย บทความนี้จึงสรุป 5 เทคนิคการเลือกหลักสูตรเพื่อให้คุ้มค่ากับการลงทุนพัฒนาบุคลากรมากที่สุด
1. เลือกหลักสูตรที่เน้นการประยุกต์ใช้ในบริบทธุรกิจไทย
การเรียนรู้ทฤษฎีการเงินสากลเป็นเรื่องดี แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการที่พนักงานสามารถเชื่อมโยงตัวเลขเข้ากับบริบทการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยได้ เช่น ความเข้าใจเรื่องภาษีนิติบุคคลเบื้องต้น หรือการจัดการงบประมาณภายใต้สภาวะตลาดที่เฉพาะตัว หลักสูตรที่เหมาะสมควรมีการยกตัวอย่างกรณีศึกษา (Case Study) จากบริษัทที่ดำเนินกิจการในไทย เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเห็นภาพการนำไปใช้จริงได้ทันที
2. มุ่งเน้นการสื่อสารระหว่างแผนก (Interdisciplinary Communication)
ปัญหาใหญ่ขององค์กรไทยคือ "กำแพงทางภาษา" ระหว่างฝ่ายเทคนิค ฝ่ายขาย และฝ่ายบัญชี จากบทความวิชาการด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์พบว่า การอบรมที่เน้นการปรับจูนทัศนคติ (Mindset) ให้พนักงานมองเห็นภาพรวมขององค์กร (Big Picture) จะช่วยลดความขัดแย้งในการทำงานได้ หลักสูตรที่ดีจึงต้องมีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้พนักงานลอง "แปล" ตัวเลขทางการเงินให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายสำหรับคนทำงานแผนกอื่น
3. ตรวจสอบ "ทักษะการถ่ายทอด" ของวิทยากร
ในประเทศไทย วิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินมีจำนวนมาก แต่ "นักสื่อสารด้านการเงิน" ที่สามารถย่อยเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องง่ายนั้นหาได้ยากกว่า การตรวจสอบประวัติวิทยากรควรดูที่ประสบการณ์ในการจัด Workshop ให้กับกลุ่ม Non-Finance โดยเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานจะไม่อึดอัดกับศัพท์เทคนิค (Jargon) จนเกินไปจนกลายเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้
4. มีเครื่องมือที่ใช้งานได้จริง (Practical Tools & Templates)
ความคุ้มค่าของการอบรมวัดได้จากสิ่งที่เหลืออยู่หลังจบหลักสูตร หลักสูตรคุณภาพของ Hipotraining มักจะมอบเครื่องมือช่วยคำนวณหรือ Template การวิเคราะห์เบื้องต้นที่พนักงานสามารถนำไปใช้ที่โต๊ะทำงานได้ทันที ซึ่งสอดคล้องกับหลักการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติ (Action Learning) ที่ช่วยให้ความรู้ถูกเปลี่ยนเป็นทักษะได้อย่างรวดเร็ว
5. การประเมินผลที่มากกว่าแค่ "ความพึงพอใจ"
การวัดผลการอบรมในไทยส่วนใหญ่มักจบลงที่ระดับ Reaction (ความพึงพอใจต่อวิทยากรและอาหารกลางวัน) แต่หลักสูตรระดับมืออาชีพต้องมีแนวทางให้ HR สามารถวัดผลในระดับที่สูงขึ้นได้ เช่น การทดสอบความรู้ก่อน-หลังอบรม (Pre-Post Test) หรือการติดตามผลว่าพนักงานสามารถวิเคราะห์งบประมาณในแผนกของตนเองได้แม่นยำขึ้นหรือไม่
บทสรุป
การลงทุนในหลักสูตร Finance for Non-Finance คือการสร้าง "ภูมิคุ้มกัน" ให้กับองค์กร พนักงานที่เข้าใจตัวเลขจะทำงานด้วยความระมัดระวัง มีหัวใจของการเป็นเจ้าของธุรกิจ (Entrepreneurial Spirit) และพร้อมที่จะขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง
เอกสารอ้างอิง (References)
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย. (2565). ความสำคัญของ Financial Literacy ต่อการเติบโตของบุคลากรในองค์กร. กรุงเทพฯ: ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ลงทุน.
นงลักษณ์ ทิพยวัฒน์ และคณะ. (2561). ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย. วารสารวิชาการบริหารธุรกิจ.
สมชาย พรตจำรูญ. (2563). การพัฒนาทักษะการบริหารจัดการการเงินสำหรับผู้บริหารระดับต้น: กรณีศึกษาองค์กรในเขตกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
อัจฉรา จันทร์เพ็ญ. (2564). การสื่อสารข้อมูลทางการเงินเพื่อการตัดสินใจสำหรับบุคคลทั่วไป. บทความวิชาการคณะบัญชี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
Engine by