Add Friend
สอบถามหลักสูตร
โปร 2569
ศิลปะการปฏิเสธแบบ “Win-Win”: กลยุทธ์การเจรจาที่ทำให้นักขายดูเป็นพวกเดียวกับลูกค้า
หมวดหมู่สินค้า: คลังความรู้ (Blog Knowledge)

13 มีนาคม 2569

ผู้ชม 3 ผู้ชม

ศิลปะการปฏิเสธแบบ “Win-Win”: กลยุทธ์การเจรจาที่ทำให้นักขายดูเป็นพวกเดียวกับลูกค้า
ในหนังสือชื่อดัง Never Split the Difference ของ Chris Voss อดีตนักเจรจาต่อรองตัวประกันของ FBI เขาได้กล่าวไว้ว่า "การเจรจาต่อรองไม่ใช่การต่อสู้ แต่คือกระบวนการค้นหาความจริง" ดังนั้น เมื่อลูกค้าเสนอเงื่อนไขที่เราให้ไม่ได้ หน้าที่ของนักขายไม่ใช่การตั้งป้อมปฏิเสธ แต่คือการดึงลูกค้ามาช่วยกันแก้ปัญหาแทน

1. ใช้คำถามปลายเปิดแบบ "How" (Calibrated Questions)
แทนที่จะบอกว่า "เราลดราคาให้ไม่ได้แล้วครับ" ให้ลองเปลี่ยนเป็นการถามเพื่อให้ลูกค้าตระหนักถึงข้อจำกัดของเราแทน เทคนิคนี้ Chris Voss เรียกว่าการสร้าง "Illusion of Control" ให้กับลูกค้า

ตัวอย่าง: เมื่อลูกค้าขอส่วนลดเพิ่ม 20% ให้ถามกลับอย่างสุภาพว่า:

"ผมเข้าใจความต้องการของคุณนะครับ แต่ด้วยคุณภาพวัสดุระดับนี้ ผมจะทำราคาขนาดนั้นได้อย่างไร โดยที่บริษัทยังสามารถดูแลบริการหลังการขายให้คุณได้อย่างเต็มที่เหมือนเดิม?"

คำถามที่ขึ้นต้นด้วย "อย่างไร" จะบังคับให้ลูกค้าหยุดคิดและช่วยเราหาทางออก แทนที่จะรู้สึกว่าถูกปฏิเสธ เขาจะเริ่มมองเห็นข้อจำกัดและพยายามประนีประนอมกับเราเอง

2. สูตร "Yes, and..." (การต่อยอดแทนการตัดบท)
นี่เป็นเทคนิคจากละครเวที (Improv) ที่ถูกนำมาปรับใช้ในการขายอย่างแพร่หลาย เมื่อลูกค้าขอในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ อย่าใช้คำว่า "แต่" (But) เพราะมันจะทำลายสิ่งที่พูดมาก่อนหน้าทั้งหมด

ตัวอย่าง: ลูกค้าขอส่งของภายใน 3 วัน ทั้งที่ปกติต้องใช้ 7 วัน

อย่าพูด: "ได้ครับ แต่ต้องจ่ายค่าส่งเพิ่ม" (คำว่า 'แต่' ฟังดูเหมือนข้ออ้าง)

ให้พูด: "ได้ครับ และเพื่อให้ทันกำหนดการนั้น เราอาจต้องปรับมาใช้การส่งด่วนพิเศษ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายส่วนต่างเพิ่มขึ้นเล็กน้อย คุณโอเคกับแนวทางนี้ไหมครับ?"

วิธีนี้ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราพยายามหาทางช่วยเขาอย่างเต็มที่ (Solution-oriented) ไม่ได้ปฏิเสธคำขอของเขา

3. การใช้ "The Positive No" (ปฏิเสธเพื่อรักษาสิ่งที่สำคัญกว่า)
William Ury ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการเจรจาต่อรองของมหาวิทยาลัย Harvard เสนอแนวคิดเรื่อง "The Positive No" ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน:

Yes (Accept): ยอมรับความสำคัญในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ (เช่น ประหยัดงบ, ความเร็ว)

No (Limit): ปฏิเสธเงื่อนไขเฉพาะเจาะจงนั้นอย่างชัดเจนแต่สุภาพ

Yes (Offer): เสนอทางเลือกอื่นที่ยังตอบโจทย์ความต้องการหลักของเขาอยู่

ตัวอย่าง: "ผมทราบครับว่าเรื่องงบประมาณเป็นส่วนสำคัญที่สุดสำหรับโปรเจกต์นี้ (Yes) สำหรับส่วนลดเงินสดเพิ่มเติมนั้นผมไม่สามารถอนุมัติได้จริงๆ (No) แต่ผมสามารถขยายระยะเวลาการรับประกันเพิ่มให้เป็น 2 ปีแทน ซึ่งจะช่วยคุณประหยัดค่าซ่อมบำรุงในระยะยาวได้มหาศาลเลยครับ (Yes)"

4. เทคนิค "Feel-Felt-Found" (สร้างความเห็นอกเห็นใจ)
การปฏิเสธจะนุ่มนวลขึ้นเมื่อลูกค้ารู้สึกว่าเขามีเพื่อนที่เคยเจอปัญหาเดียวกัน:

Feel: "ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณครับที่กังวลเรื่องราคา..."

Felt: "ลูกค้าท่านอื่นๆ ของผมในตอนแรกก็เคยรู้สึกแบบเดียวกันนี้..."

Found: "แต่หลังจากที่เขาได้ลองใช้ระบบของเราแล้ว เขาพบว่าความเสถียรของงานช่วยลดการเสียเวลาทำงานไปได้มากกว่าส่วนลดที่เขาเคยขอเสียอีก"

บทสรุปสำหรับนักขาย
การปฏิเสธที่ดีไม่ใช่การบอกว่า "ทำไม่ได้" แต่คือการบอกว่า "เราจะทำร่วมกันได้อย่างไร ภายใต้เงื่อนไขที่สมเหตุสมผล" เมื่อคุณเปลี่ยนจาก "ผู้ขายที่เอาแต่ปฏิเสธ" เป็น "ที่ปรึกษาที่ช่วยแก้ปัญหา" ลูกค้าจะไม่รู้สึกว่าเขาถูกปฏิเสธ แต่เขาจะรู้สึกว่าเขากำลังร่วมมือกับมืออาชีพเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

 

อ้างอิงหลัก:

Voss, C., & Raz, T. (2016). Never Split the Difference: Negotiating As If Your Life Depended On It. HarperBusiness.

Ury, W. (2007). The Power of a Positive No: How to Say No and Still Get to Yes. Bantam.

Engine by shopup.com