Add Friend
สอบถามหลักสูตร
โปรโมชั่น มา 3 ท่าน ลดเหลือ 3500
Training Needs Analysis (TNA) คืออะไร? วิธีวิเคราะห์ความต้องการอบรม
หมวดหมู่สินค้า: คลังความรู้ (Blog Knowledge)

07 กันยายน 2569

ผู้ชม 8 ผู้ชม

Training Needs Analysis (TNA) คืออะไร? วิธีวิเคราะห์ความต้องการอบรมให้ตรงจุด

การจัดอบรมเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญสำหรับการพัฒนาบุคลากร แต่การจัดอบรมที่ดีไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “ปีนี้ควรจัดหลักสูตรอะไร?” หากควรเริ่มจากคำถามว่า “องค์กรกำลังมีปัญหาอะไร และบุคลากรจำเป็นต้องพัฒนาอะไรเพื่อให้ผลการทำงานดีขึ้น?”

กระบวนการที่ช่วยตอบคำถามเหล่านี้คือ Training Needs Analysis (TNA) หรือการวิเคราะห์ความต้องการในการฝึกอบรม ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถกำหนดความต้องการพัฒนาได้อย่างมีเหตุผล และออกแบบการฝึกอบรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร

Training Needs Analysis (TNA) คืออะไร?

Training Needs Analysis (TNA) คือกระบวนการอย่างเป็นระบบในการค้นหาความแตกต่างระหว่าง ผลการปฏิบัติงานหรือความสามารถที่องค์กรต้องการ กับ สิ่งที่บุคลากรสามารถทำได้ในปัจจุบัน เพื่อพิจารณาว่ามีช่องว่างด้านความรู้ ทักษะ หรือความสามารถที่จำเป็นต้องพัฒนาหรือไม่

แนวคิดของ TNA ไม่ได้หมายความว่าเมื่อพบปัญหาแล้วต้องจัดอบรมทันที เพราะสาเหตุของปัญหาอาจมาจากกระบวนการทำงาน เครื่องมือ ระบบ นโยบาย หรือทรัพยากรที่ไม่เพียงพอ ดังนั้น TNA ที่ดีต้องช่วยให้องค์กรค้นหา สาเหตุของ Performance Gap ก่อนตัดสินใจว่าการฝึกอบรมคือคำตอบหรือไม่

ทำไม HR ควรทำ TNA ก่อนจัดอบรม?

การวิเคราะห์ความต้องการอบรมช่วยให้ HR และผู้เกี่ยวข้องสามารถ

  • ระบุปัญหาและช่องว่างด้านความสามารถได้ชัดเจนขึ้น

  • เลือกกลุ่มพนักงานที่ต้องได้รับการพัฒนาได้ตรงจุด

  • กำหนดหัวข้อและวัตถุประสงค์ของการอบรมได้เหมาะสม

  • เชื่อมโยงการพัฒนาบุคลากรกับเป้าหมายขององค์กร

  • ใช้งบประมาณและทรัพยากรด้านการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ATD ระบุว่า Needs Assessment สามารถช่วยค้นหาสาเหตุของช่องว่างด้านผลการปฏิบัติงาน และนำข้อมูลไปกำหนดทั้งแนวทางการฝึกอบรมและแนวทางแก้ไขที่ไม่ใช่การฝึกอบรมได้

TNA วิเคราะห์อะไรบ้าง?

โดยทั่วไปสามารถพิจารณาได้ 3 ระดับ ได้แก่

1. Organizational Analysis – วิเคราะห์ระดับองค์กร

พิจารณาเป้าหมาย กลยุทธ์ ปัญหา และการเปลี่ยนแปลงขององค์กร เช่น องค์กรต้องการเพิ่ม Productivity ลดข้อผิดพลาด ยกระดับคุณภาพ หรือเตรียมบุคลากรสำหรับเทคโนโลยีใหม่หรือไม่

2. Task Analysis – วิเคราะห์ระดับงาน

พิจารณาว่าแต่ละตำแหน่งต้องใช้ความรู้ ทักษะ และความสามารถอะไรในการทำงานให้ได้ตามมาตรฐาน รวมถึงงานหรือขั้นตอนใดที่มีปัญหา

3. Individual Analysis – วิเคราะห์ระดับบุคคล

พิจารณาว่าพนักงานแต่ละคนมีความสามารถในปัจจุบันอยู่ในระดับใด และมีช่องว่างจากระดับที่องค์กรคาดหวังมากน้อยเพียงใด

ทั้ง 3 ระดับนี้เป็นกรอบสำคัญของการทำ Needs Assessment ที่องค์กรสามารถนำมาประยุกต์ใช้ตามบริบทของตนเองได้

ขั้นตอนการทำ Training Needs Analysis

ขั้นตอนที่ 1 กำหนดปัญหาและเป้าหมาย

เริ่มจากระบุว่าองค์กรต้องการปรับปรุงอะไร เช่น ยอดขายลดลง คุณภาพงานไม่เป็นไปตามมาตรฐาน หรือหัวหน้างานมีปัญหาในการบริหารทีม

ขั้นตอนที่ 2 เก็บข้อมูล

ข้อมูลอาจมาจากหลายแหล่ง เช่น

  • KPI และผลการปฏิบัติงาน

  • Performance Appraisal

  • การสัมภาษณ์

  • แบบสอบถาม

  • การสังเกตการทำงาน

  • Skill Matrix

  • Competency Assessment

  • ข้อร้องเรียนของลูกค้า

  • ข้อมูลด้านคุณภาพและ Productivity

การใช้ข้อมูลหลายแหล่งช่วยให้เห็นปัญหาได้รอบด้านมากกว่าการพึ่งพาแบบสอบถามเพียงอย่างเดียว

ขั้นตอนที่ 3 วิเคราะห์ Performance Gap

เปรียบเทียบ สิ่งที่ควรเป็น (Desired Performance) กับ สิ่งที่เกิดขึ้นจริง (Current Performance) แล้วค้นหาว่าช่องว่างเกิดจากอะไร

หากพนักงานขาดความรู้หรือทักษะ การอบรมอาจเป็นแนวทางหนึ่งที่เหมาะสม แต่หากปัญหาเกิดจากระบบ เครื่องมือ หรือกระบวนการทำงาน อาจต้องใช้แนวทางอื่นร่วมด้วย

ขั้นตอนที่ 4 จัดลำดับความสำคัญ

เมื่อพบหลายปัญหา HR ควรจัดลำดับความสำคัญ โดยพิจารณาจากผลกระทบต่อธุรกิจ ความเร่งด่วน จำนวนบุคลากรที่ได้รับผลกระทบ และความเป็นไปได้ในการแก้ไข

ขั้นตอนที่ 5 กำหนดแนวทางพัฒนา

เมื่อทราบสาเหตุแล้วจึงเลือกวิธีแก้ไขที่เหมาะสม เช่น Training, Coaching, Mentoring, On-the-Job Training หรือการปรับปรุงกระบวนการทำงาน

ตัวอย่างการทำ TNA

สมมติว่าองค์กรพบว่า ยอดขายของทีมขายลดลง 20%

การสรุปทันทีว่า “พนักงานขายขาดทักษะการขาย” อาจเร็วเกินไป

HR ควรตรวจสอบเพิ่มเติมว่าเกิดจาก

  • ความรู้เกี่ยวกับสินค้าไม่เพียงพอ

  • ทักษะการนำเสนอไม่ดี

  • การติดตามลูกค้าไม่ต่อเนื่อง

  • ระบบ CRM มีปัญหา

  • ราคาหรือผลิตภัณฑ์ไม่สามารถแข่งขันได้

  • ตลาดหรือพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนแปลง

หากวิเคราะห์แล้วพบว่าสาเหตุหลักคือ พนักงานขาดทักษะการขาย จึงค่อยกำหนดหลักสูตรที่เหมาะสม

นี่คือหลักสำคัญของ TNA:

“ค้นหาสาเหตุก่อนเลือกหลักสูตร”

TNA กับ Skill Gap ต่างกันอย่างไร?

Skill Gap คือช่องว่างระหว่างทักษะที่จำเป็นกับทักษะที่บุคลากรมีอยู่ในปัจจุบัน

ขณะที่ TNA เป็นกระบวนการที่กว้างกว่า เพราะครอบคลุมการวิเคราะห์ปัญหา ความต้องการขององค์กร งาน และบุคลากร เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจว่าควรพัฒนาด้วยวิธีใด

ดังนั้น Skill Gap จึงเป็นข้อมูลสำคัญส่วนหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ประกอบการทำ TNA ได้

สรุป

Training Needs Analysis (TNA) ไม่ใช่เพียงการสำรวจว่าพนักงาน “อยากอบรมเรื่องอะไร” แต่คือกระบวนการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบว่า องค์กรต้องการผลลัพธ์อะไร บุคลากรมีความสามารถในปัจจุบันระดับใด และช่องว่างที่พบเกิดจากสาเหตุอะไร

เมื่อทำ TNA อย่างเหมาะสม HR จะสามารถออกแบบการพัฒนาบุคลากรได้ตรงจุดมากขึ้น และที่สำคัญคือช่วยให้องค์กรมองเห็นว่า เมื่อใดควรใช้การอบรม และเมื่อใดควรแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่น ซึ่งทำให้การลงทุนด้านการพัฒนาบุคลากรเชื่อมโยงกับผลการปฏิบัติงานและเป้าหมายขององค์กรมากขึ้น

 

แหล่งอ้างอิง

  1. Association for Talent Development (ATD). Needs Assessment Certificate Program for L&D. ATD – Needs Assessment Certificate
  2. Society for Human Resource Management (SHRM). How does a company conduct a training-needs analysis? SHRM – Training Needs Analysis
  3. U.S. Office of Personnel Management (OPM). Planning & Evaluating – Training Needs Assessment. OPM – Training Needs Assessment
  4. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Assess Training Needs: Conducting Needs Analysis. CDC – Assess Training Needs
  5. Rothwell, W. J. (2012). “Training Needs Analysis.” The Encyclopedia of Human Resource Management. Wiley.
  6. สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.). แนวคิดการวิเคราะห์ความต้องการในการพัฒนา (Training Needs Assessment – TNA).
 
 
 
Engine by shopup.com